บทที่ 2 คุกทะเลทราย
อังคานลืมตาขึ้นพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดลอยเข้าจมูก บอดี้การ์ดหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะสำลักออกมาเป็นลิ่มเลือด ความปวดหนึบร้าวลามจากท้ายทอยขึ้นมาบีบรัดกะโหลกจนตาพร่าไปหมด
เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ เปลือกตาที่บวมปูดจากการถูกกระแทกเบิกกว้างเมื่อภาพตรงหน้าเริ่มปรับโฟกัสได้
ลานจอดรถว่างเปล่า... ไม่มีรถตู้ หรือแม้แต่กลุ่มโจรไอ้โม่งชุดดำ และที่สำคัญที่สุด… มิราหายไปแล้ว
"คุณมิรา..." เสียงทุ้มแหบพร่าหลุดออกจากลำคอ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง
อังคานตะเกียกตะกายพยุงร่างสะบักสะบอมไปที่รถ มือสั่นเทาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือที่หล่นอยู่ใต้ท้องรถขึ้นมา เขากดเบอร์ฉุกเฉินต่อสายตรงหาทีมรักษาความปลอดภัยและตำรวจ ก่อนจะสไลด์หน้าจอกดโทรออกหาเบอร์ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้
"ท่านครับ..." อังคานเค้นเสียงผ่านซี่ฟันที่ขบแน่น "เราถูกดักปล้นตัว... คุณมิราถูกพาตัวไปแล้วครับ"
ที่เพนต์เฮาส์หรูกลางใจเมือง
สมาร์ตโฟนในมือของวรเมธร่วงหล่นลงกระแทกพื้นพรม
ชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการพลังงานยืนนิ่งขึง ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยอำนาจและบารมีบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับแผ่นกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริก มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนข้อเป็นสีขาวซีด
นี่ไม่ใช่การจับตัวเรียกค่าไถ่ธรรมดา ไม่มีโจรหน้าไหนกล้ากระตุกหนวดเสือด้วยการบุกชิงตัวลูกสาวคนเดียวของเขาใจกลางเมืองหลวงแบบอุกอาจเช่นนี้ นอกเสียจาก...
วรเมธหลับตาลงอย่างรวดร้าว ภาพรอยเลือดและข้อกล่าวหาในอดีตที่เขาพยายามกลบมันไว้ กำลังกลับมาทวงหนี้แค้น...
หนี้ที่เขาไม่ได้ก่อ แต่ลูกสาวของเขากำลังต้องเป็นผู้ชดใช้
มิราให้สะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บแปลบที่ท้ายทอยและอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง
เธอพยายามขยับตัว แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการไพล่หลังไว้ด้วยสายรัดพลาสติกแข็ง เปลือกตาถูกปิดทับด้วยผ้าสีทึบจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดมิด
เธอรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนใต้เบาะหนังที่เธอนอนซมอยู่ พร้อมกับเสียงดังกระหึ่มดังบาดหู... เสียงเครื่องยนต์เจ็ต
เธออยู่บนเครื่องบิน
มิรากัดริมฝีปากแน่นสะกดกลั้นความหวาดกลัว เธอรู้ดีว่าการกรีดร้องหรือโวยวายในตอนนี้มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
หญิงสาวผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ แกล้งทิ้งน้ำหนักตัวให้ดูเหมือนคนที่ยังไม่ได้สติ สองหูพยายามเงี่ยฟังเสียงรอบกาย
"เตรียมลดระดับความสูง เราใกล้จะถึงเขตของท่านชีคแล้ว"
เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ สำเนียงการพูดก้องกังวานในลำคอ... เป็นภาษาอาหรับ มิราเคยลงเรียนวิชานี้สมัยอยู่ลอนดอน แม้จะไม่แตกฉานแต่เธอก็พอจับใจความคำศัพท์พื้นฐานได้
"ระวังตัวผู้หญิงให้ดี อย่าให้มีรอยขีดข่วน ท่านชีคสั่งไว้ว่าต้องการตัว 'อัสซีร' แบบไร้ตำหนิ" อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ
มิราหัวใจหล่นวูบ 'อัสซีร'... เชลย และอีกคำที่พวกมันพูดซ้ำไปซ้ำมาคือ 'ซาห์รา'... ทะเลทราย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! เธอไปเป็นเชลยของใครตั้งแต่เมื่อไหร่?
แรงกระแทกจากการแลนดิ้งทำเอาร่างของมิราไถลไปกับเบาะ ไม่กี่นาทีต่อมา ประตูเครื่องบินก็ถูกเปิดออก
ไอร้อนระอุพัดปะทะใบหน้าของเธอทันทีราวกับมีใครเปิดเตาอบขนาดใหญ่ทิ้งไว้ ร่างของเธอถูกกระชากให้ลุกขึ้นและหิ้วปีกกึ่งลากกึ่งจูงลงบันไดเหล็ก
ความร้อนระอุของแสงแดดแผดเผาลงมาบนผิวหนังจนแสบร้อน ลมกรรโชกแรงพัดเอาเม็ดทรายสากๆ ปลิวมาบาดแก้มจนเจ็บแปลบ
"ขึ้นไป!"
คนร้ายผลักเธอขึ้นไปบนเบาะหลังของยานพาหนะบางอย่างที่ไม่มีหลังคา... น่าจะเป็นรถจี๊ปเปิดประทุน ทันทีที่เครื่องยนต์คำรามดังลั่น รถก็กระชากตัวออกอย่างแรงจนมิราเสียหลักล้มไปกองกับเบาะ ร่างของเธอกระดอนไปมาตามสภาพเส้นทางที่ขรุขระและทุรกันดาร ลมร้อนพัดกระหน่ำจนผมยาวสยายยุ่งเหยิงพันกันไปหมด
เอี๊ยดดดด!
เสียงเบรกดังลั่นพร้อมกับรถที่หยุดชะงักอย่างกะทันหัน ร่างของมิราพุ่งไปข้างหน้าก่อนจะถูกรั้งไว้ด้วยแขนแกร่งของใครบางคนที่นั่งประกบอยู่
พรึ่บ!
ผ้าปิดตาถูกกระชากออกอย่างแรง แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดเข้าตาจนหญิงสาวต้องหลับตาปี๋ เธอหอบหายใจถี่รัว พยายามกะพริบตาเพื่อปรับโฟกัสภาพตรงหน้า ก่อนจะเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ
เบื้องหน้าของเธอคือป้อมปราการพระราชวังหินทรายสีเพลิงขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านดั่งสถาปัตยกรรมที่หลุดออกมาจากยุคโบราณ กำแพงหินสูงตระหง่านโอบล้อมพื้นที่กว้างใหญ่ รอบด้านคือเนินทรายเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาที่สะท้อนแสงแดดเป็นสีทองระยิบระยับ
แต่สำหรับมิรา ที่นี่คือคุกกลางทะเลทราย ที่ไม่อาจหนีไปไหนได้เลย
